การลงทุนในหุ้นแบบ Value Investing (VI) คืออะไร

posted: 2 years ago
4,868 views
การลงทุนในหุ้นแบบ Value Investing (VI) คืออะไร

comments

หลายๆคนที่กำลังเริ่มที่จะสนใจศึกษาในเรื่องของการเล่นหุ้น อาจจะมีคำถามเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นว่าคืออะไร การลงทุนในหุ้นมีกี่ประเภท? การลงทุนในหุ้นปันผลคืออะไร? และการลงทุนหุ้นแบบหุ้นมูลค่าคืออะไร วันนี้เราจะมาแนะนำการลงทุนหุ้นแบบมูลค่ากันค่ะ


การลงทุนในหุ้นแบบ VI คืออะไร

“การลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่า (Value Investing)” หรือที่เรียกกันแบบย่อๆว่า “การลงทุนหุ้นแบบ VI” และเราจะเรียกนักลงทุนแบบ VI ว่า “Value Investor.”

โดยการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI ในอดีต จะหมายถึง “การซื้อหุ้นที่มีราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ามาก หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจกันง่ายๆก็คือ เน้นการซื้อของถูกแล้วก็รอเวลาให้ราคาขึ้นสู่มูลค่าที่แท้จริง เพราะการทำแบบนี้จะทำให้คนที่ซื้อได้กำไรจากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นในจำนวนที่สูงมาก”

แต่สำหรับปัจจุบันการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ได้เปลี่ยนไป ไม่ได้มีความหมายแค่ การซื้อของถูกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะหมายถึง การลงทุนในกิจการหรือธุรกิจที่มีคุณภาพโดยการเน้นปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักสำคัญ” ซึ่งการที่ทำแบบนี้จึงทำให้นักลงทุนจะต้องศึกษากิจการที่ตนสนใจอย่างลงทุนให้อย่างเชี่ยวชาญ รู้จริง รู้ลึกในกิจการนั้นๆ เพราะนักลงทุนต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจการที่ต้องการจะไปลงทุนนั่นเอง



สิ่งที่นักลงทุนหุ้นแบบ VI ควรจะทำ

สิ่งที่นักลงทุนแบบ VI จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ คือ ต้องติดตามข้อมูลของกินการที่ลงทุน จากการอ่านงบการเงิน การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ติดตามข่าวสารของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่เราเข้าไปลงทุน กฎหมายของรัฐบาลหรืออะไรก็ตามที่มีผลกระทบต่อกิจการของเรา แล้วนำข้อมูลพื้นฐานของกิจการที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ ดูแนวโน้มของราคา เพื่อหาจังหวะว่าจะซื้อเพิ่มหรือขายออก เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจที่สุด

การที่นักลงทุนหุ้นแบบ VI จะมานั่งเฝ้าหน้าจอเพื่อคอยเช็คดูราคาของหุ้นตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะ ถ้าหากทำแบบนี้จะเรียกว่า “นักเก็งกำไร” มากกว่า “นักลงทุน”

นอกจากนี้เราควรมี สไตล์เป็นของตัวเอง โดยการไม่ลงทุนตามที่คนอื่น ไม่ลงทุนตามเซียนหุ้น หรือ ไม่ซื้อหุ้นตามคนอื่นที่เราเห็นว่าเขาซื้อแล้วได้กำไร เพราะหากเราไปลงทุนตามคนอื่นมากเกินไปจะทำให้เรากลายเป็น การถือหุ้นมากเกินไป  แล้วการถือหุ้นมากเกินไปนั้นจะทำให้เรา ไม่สามารถติดตามข้อมูล และนำมาวิเคราะห์ได้อย่างไม่เต็มที่



อย่างไรก็ตามในการลงทุนหุ้นสมัยนี้เราต้องอาศัยเอาหลักปัจจัยเชิงคุณภาพของกิจการมาพิจารณาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น กิจการที่เราจะเข้าไปลงทุนมีความนิยมไหม ทำการตลาดเก่งไหม มีพฤติกรรมฉ้อโกงรึเปล่า และมีความได้เปรียบคู่แข่งขนาดไหน เหมือนกับที่ วอร์เรน เอดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett) นักลงทุนในหุ้นหมายเลขหนึ่งของโลกที่ซื้อเฉพาะหุ้นที่มีคุณภาพเท่านั้น ในขณะที่นักลงทุนทั่วไปมักจะทำตามตลาดและซื้อหุ้นที่เป็นที่นิบมของคนทั่วไป และนาย วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือเจ้าของคำพูดที่ว่า

“หัวใจหลักของการลงทุนอยู่ที่ความได้เปรียบเชิงแข่งขันของธุรกิจและความยั่งยืนของความได้เปรียบนั้น”

เรามาดูประวัติของ นาย วอร์เรน เอดเวิร์ด บัฟเฟตต์ กันสักหน่อยดีกว่า


ประวัติของ นาย วอร์เรน เอดเวิร์ด บัฟเฟตต์
(Warren Edward Buffett)

 


  • นายวอร์เรน เอดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett) เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1930 ที่เมืองโอแมฮา ในรัฐเนแบรสกา สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขา เริ่มซื้อหุ้นเป็นครั้งแรก เมื่ออายุเพียง 11 ปีด้วยเงินอันน้อยนิด โดยเขาสามารถซื้อได้แค่ 3 หุ้น ในราคาหุ้นละ 38 เหรียญ เมื่อซื้อแล้วราคาได้ตกมา 27 เหรียญ แต่เมื่อหุ้นกลับขึ้นมาอีกที เขาก็ขายไปที่ 40 เหรียญ นั่นเป็นการทำกำไรครั้งแรกในชีวิตของเขา
  • นอกจากนี้เขายังเป็น ลูกศิษย์ของ “Benjamin Graham” เจ้าของทฤษฎี “Margin of Safety” อีกด้วย หลังจากนั้นในปี 1962 เขาได้ ซื้อกิจการของบริษัทสิ่งทอBerkshire Hathaway “ในราคาไม่ถึง 8 เหรียญต่อหุ้น
  • ความร่ำรวยส่วนใหญ่ของเขานั้นสั่งสมใน บริษัท เบิร์กเชียร์แฮทเวย์ ซึ่งมีผลกำไรหลากหลายธุรกิจแต่ บริษัท เบอร์กไชร์ ฮาธาเวย์ ของเขากลับ ไม่มีสินค้าอะไรเลย ไม่มีการขายสินค้า ไม่มีการผลิตการบริการใดๆทั้งสิ้น แต่กลับมีรายได้จำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งทั้งหมดมาจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ จนเขาได้รับฉายาว่าเป็นนักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลก
  • เขาสามารถเพิ่มราคาหุ้นกองทุน Berkshire ของเขาได้ถึง 3600 เท่า และเน้นย้ำเฉพาะการลงทุนแบบ Value Investor เท่านั้น  
  • นอกจากนั้นเขายังเป็น เศรษฐีอันดับ2 ของโลกรองจาก บิลล์ เกตส์ 

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่า หรือ การลงทุนหุ้นแบบ VI  นักลงทุนต้องคำนึงถึงหลายๆปัจจัยในการลงทุนและต้องมั่นติดตามข่าวสาร ข้อมูลพื้นฐานของกิจการที่ลงทุนไป  เพื่อหาจังหวะการเพิ่มหรือขายทิ้ง ไม่นั่งเฝ้าหน้าจอเพื่อคอยเช็คดูราคาของหุ้นตลอดเวลาเพราะ “เราเป็นนักลงทุนไม่ใช่นักเก็งกำไร”


avatar
by doubleP
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon