ตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี คืออะไร สำคัญแค่ไหน??

posted: 2 years ago
12,775 views
ตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี คืออะไร สำคัญแค่ไหน??

comments

กว่าจะตัดสินใจทุบกระปุกเพื่อซื้อรถยนต์มาขับซักคัน เราเชื่อว่าหลายคนย่อมคิดและตัดสินใจกันมาอย่างดีแล้ว และเนื่องด้วยรถยนต์เป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อเราตัดสินใจซื้อรถแล้วเราก็ต้อง ดูแลรักษาสภาพรถยนต์คันโปรดให้มีสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

และเมื่อถึงเวลาที่ต้องเอารถยนต์เข้าศูนย์ตรวจสภาพประจำปีอย่างที่เคยได้ยินหลายๆคนพูดกันนั้น เคยสงสัยหรือไม่คะว่า การตรวจสภาพรถยนต์แต่ละปีนั้นคืออะไร? ทำไมต้องตรวจ? วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ

 


 

ตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี

ตรวจสภาพรถยนต์ ประจำปีคืออะไร

การตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี หรือ ที่หลายๆคนคุ้นเคยกันในชื่อ ตรวจสภาพรถ ตรอ. นั้น เป็น การตรวจสภาพรถยนต์ก่อนเสียภาษีรถยนต์ นั่นเองค่ะ ซึ่งการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี เป็นไปตาม พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ที่ระบุไว้ว่า

รถยนต์จะต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง มีลักษณะขนาด และเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบของรถอยู่ในสภาพที่ดี และการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีนั้น ยังรวมถึงการตรวจลดมลภาวะ (ควันดำ) ด้วย

ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่รถ ผู้โดยสาร ผู้ขับขี่รถคันอื่นๆ รวมถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบและคนเดินถนนคนอื่นๆด้วยนั่นเองค่ะ


ประเภทของรถยนต์ที่ต้องตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี (ตรวจสภาพรถ ตรอ.) ก่อนเสียภาษีรถยนต์ มีอะไรบ้าง

เบื้องต้นกรมการขนส่งทางบกได้มีกำหนดสำหรับรถยนต์ที่ต้องนำรถเข้าตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีไว้ดังนี้

  1. รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกทุกประเภท โดยไม่จำกัดอายุการใช้งาน
  2. รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
  3. รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป

– รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 คน มีอายุการใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป

– รถยนต์นั่งส่วนบุคคล เกิน 7 คน มีอายุการใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป

– รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปีขึ้นไป


 

ตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี

นำรถเข้าตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีได้ที่ไหนบ้าง?

  • รถที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกทุกประเภท

สามารถนำไปรถตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีได้ที่ สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก หรือหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบก

  • รถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์

ต้องตรวจสภาพกับสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น ยกเว้น

– รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กิโลกรัม สามารถตรวจสภาพรถได้ที่ ตรอ. หรือหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบก

– รถของหน่วยงานราชการ บุคคลในคณะผู้แทนทางการฑูต คณะผู้แทนทางกงสุล องค์การระหว่างประเทศ ฯลฯ จะตรวจสภาพที่ ตรอ. หรือหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบกก็ได้

  • รถที่มีการดัดแปลงสภาพ

    การดัดแปลงสภาพรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นการ เปลี่ยนสี เปลี่ยนเครื่องยนต์ รวมถึงรถที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลขตัวรถ หรือ เลขเครื่องยนต์ รถที่ขาดต่ออายุทะเบียนเกิน 1 ปี จะต้องนำรถไปตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีที่หน่วยงานของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น

 


ระยะเวลาที่นำรถไปตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี

การนำรถเข้าตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีนั้น เจ้าของรถยนต์สามารถนำรถยนต์ไปตรวจสภาพรถประจำปีได้ล่วงหน้าได้ 3 เดือนก่อนที่ภาษีรถยนต์ประจำปีจะหมดอายุ และ หากคุณลืมตรวจสภาพรถยนต์สำหรับการต่อภาษีรถยนต์ประจำปี หรือมีการดำเนินการล่าช้า คุณจะต้องจ่ายค่าค่าปรับพร้อมค่าตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี ค่าภาษีรถยนต์ประจำปี ค่ะ

ค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีมีอะไรบ้าง

อัตราค่าใช้จ่ายเมื่อเรานำรถเข้าตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของรถยนต์ แบ่งออกได้ 3 ประเภทดังนี้

  • รถจักรยานยนต์ คันละ 60 บาท
  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 150 บาท
  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 250 บาท

 


 

ตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี

นำรถตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ ต้องทำยังไง?

เมื่อเรานำรถยนต์ของเราไปตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีตามที่กฎหมายกำหนดนั้น หากผลตรวจสภาพรถยนต์ของคุณผ่านเกณฑ์กำหนด สถานตรวจสภาพรถยนต์จะออกหนังสือรับรองสภาพรถยนต์ตามที่กรมขนส่งทางบกกำหนดให้แก่คุณ

แต่หากการนำรถเข้าตรวจสภาพรถยนต์แล้วผลออกมาว่า รถยนต์ของคุณไม่ผ่านเกณฑ์นั้น สถานตรวจสภาพรถจะแจ้งเหตุผลที่ทำให้รถยนต์ของคุณไม่ผ่านการตรวจสภาพ และคุณต้องดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามที่ได้รับแจ้งให้เรียบร้อย

จากนั้นนำรถกลับไปให้สถานตรวจสภาพแห่งเดิม ดำเนินการตรวจสอบสภาพรถยนต์ของคุณอีกครั้ง ภายในระยะเวลา 15 วัน ซึ่ง ค่าใช้จ่ายในการนำรถยนต์ไปตรวจใหม่ ครึ่งหนึ่งของค่าบริการที่กำหนดไว้  แต่ หากนำรถยนต์กลับไปตรวจสภาพหลังจาก 15 วัน หรือ นำรถยนต์ไปตรวจที่สถานตรวจแห่งใหม่ จะเสียค่าตรวจเต็มราคาตามที่กำหนดไว้

เท่าที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีถือเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เพราะหากรถยนต์ของเราอยู่ในสภาพที่ดีพร้อมต่อการใช้งานมากแค่ไหน ย่อมหมายถึงความปลอดภัยที่เรามีมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเองค่ะ

เพราะแม้คุณจะมีประกันภัยรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุอยู่แล้ว แต่เชื่อเราเถอะค่ะว่า การป้องกันไว้ก่อนถือเป็นเรื่องที่ดีกว่าเสมอ


avatar
by HamsterB
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon