การประกันภัยน้ำท่วม


การประกันภัยน้ำท่วม คือ การคุ้มครองภัยที่มาจากสาเหตุน้ำท่วม

การประกันภัยน้ำท่วมได้รับความสนใจและถูกพูดถึงกันอย่างมากหลังจากที่ประเทศไทยได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี 2554 ขณะนั้นมีสถิติความเสียหายของรถยนต์มากถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่งมี รถยนต์ที่ทำประกันชั้น 1 ไว้ที่เข้าข่ายได้รับความคุ้มครอง กรณีน้ำท่วมนี้นี้มากถึง 6,000 คัน หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป การประกันภัยน้ำท่วมจึงเป็นอีกความคุ้มครองหนึ่งที่คนใช้รถเลือกที่จะซื้อประกันไว้

แต่ก่อนประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองกรณีน้ำท่วมรถยนต์ ก็จะมีเฉพาะประกันภัยประเภท 1 เท่านั้น ประกันภัยประเภท 2 และ 3 ไม่ได้ให้ความคุ้มครอง แต่ภายหลังที่บริษัทประกันมีการนำเสนอประเภทของการประกันภัยแบบพิเศษเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น สำหรับคนที่ไม่ต้องการจ่าย ค่าเบี้ยประกันแพงสำหรับการทำประกันชั้น 1 ก็สามารถเลือกทำประกันชั้น 2+ และ 3+ ที่ก็มีความคุ้มครองในเรื่องของการประกันภัยน้ำท่วมรวมอยู่ด้วยเช่นกัน

การประกันภัยน้ำท่วมที่บริษัทประกันให้ความคุ้มครองนั้น จะต้องเป็นน้ำท่วมรถยนต์ที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย เช่น รถจอดอยู่แล้วฝนตกน้ำท่วมไม่สามารถย้ายรถได้ เป็นต้น แต่หากเป็นกรณีที่ผู้เอาประกันเห็นอยู่แล้วว่าทางข้างหน้ามีน้ำท่วมขังสูง แต่ก็ดึงดันที่จะขับรถยนต์ผ่านไป บริษัทประกันก็อาจจะปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายให้ได้

ความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีใหญ่ๆ ก็คือ

  • เสียหายแบบสิ้นเชิงหรือ Total loss

กรณีนี้หมายถึงรถยนต์ของเราโดนน้ำท่วมจนยากที่จะซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ หรือค่าซ่อมแซมความเสียหายเกินกว่า 70% ของมูลค่ารถยนต์กรณีนี้บริษัทประกันจะพิจารณาคืนเงินชดเชยให้เต็มตามวงเงินที่เอาประกัน ความเสียหายแบบสิ้นเชิงนี้ส่วนมากจะเกิดในกรณีที่น้ำท่วมมิดรถยนต์ทั้งคัน หรือสูงเกินกว่าคอนโซลหน้าของรถยนต์ อีกทั้งหากน้ำท่วมขังนานหลายวัน รถยนต์ที่จอดแช่น้ำอาจเกิดความเสียหายจนยากที่จะซ่อมแซมได้เช่นเดียวกัน

  • เสียหายแต่ซ่อมได้หรือ Partial loss

กรณีนี้หมายถึงรถยนต์ของเราถูกน้ำท่วมแต่ยังสามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้ได้ บริษัทประกันจะส่งเจ้าหน้าที่มาดูสภาพรถยนต์และออกใบเคลมเพื่อให้ เรานำรถยนต์เข้าซ่อม กรณีนี้บริษัทประกันก็จะรับผิดชอบตามวงเงินสูงสุดที่เอาประกันไว้

มีข้อแนะนำในการเคลมรถยนต์ที่เกิดน้ำท่วมว่า ควรถ่ายภาพรถยนต์ในขณะเกิดเหตุไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประกันดูด้วย เพราะหลังจากนั้นระดับน้ำอาจลดลงไปแล้ว ก็จะไม่เห็นสภาพของการเกิดเหตุที่แท้จริงได้และควรนำรถยนต์เข้าซ่อมที่ศูนย์หรืออู่ที่อยู่ในเครือประกัน เนื่องจากหากมีปัญหาหลังจากซ่อมแล้วและเป็นปัญหาที่เกิดจากน้ำท่วมในก่อนหน้านี้ ศูนย์หรืออู่ก็จะรับผิดชอบโดยอยู่ในความคุ้มครองของบริษัทประกัน

หากเลือกซ่อมกับอู่นอก หากเกิดปัญหาในภายหลังบริษัทประกันอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในการประกันภัยน้ำท่วมครั้งนี้ได้