ลดอุบัติเหตุด้วยการตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์


ยางรถยนต์ที่เสื่อมสภาพเป็นสาเหตุหนึ่งของอุบัติเหตุบนท้องถนน

สำหรับการขับรถยนต์บนท้องถนนเป็นประจำ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุฉุกเฉินเราต้องหมั่นเช็คความผิดปกติของรถ และเช็คของเหลวเป็นประจำ เช่น น้ำในหม้อพักน้ำ น้ำมันเครื่อง น้ำกลั่น น้ำมันเบรก น้ำมันเพาเวอร์ น้ำมันเกียร์และน้ำปัดน้ำฝน เป็นต้น นอกจากนี้ ยางรถยนต์ก็เป็นสิ่งสำคัญ เราควรศึกษา และรู้จักวิธีการตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์ เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

การตรวจเช็คว่ายางรถยนต์ นั้นยังมีสภาพที่ยังใช้งานได้หรือไม่ ดูได้จากสภาพดอกยาง ลักษณะยาง แผลบนยาง และสภาพเนื้อยางรถ เป็นต้น บางคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าต้องเปลี่ยนยางทุก ๆ 2 ปี หรือเปลี่ยนยางเมื่อขับครบระยะทางทุก ๆ 20,000 – 50,000 กิโลเมตร ซึ่งถ้ากำหนดตามจำนวนปีหรือตามระยะทางอาจเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป

เนื่องจากยางรถจะหมดสภาพขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น น้ำหนักรถ พื้นถนนที่ใช้ขับประจำ สภาพอากาศ ลมยางและความเร็วในการขับขี่ เป็นต้น ดังนั้น ยางรถยนต์แต่ละคันจึงใช้ระยะเวลาในการเสื่อมสภาพไม่เท่ากัน

สำหรับสภาพของดอกยาง เราสามารถใช้ยางรถยนต์จนกระทั่งดอกยางเหลือต่ำที่สุดได้ 1.6 มิลลิเมตร เราสามารถสังเกตจากจุดสามเหลี่ยมเล็ก 6 จุด ที่อยู่บนไหล่ยางแต่ละด้าน เมื่อเจอจุดสามเหลี่ยมให้มองขึ้นไปตรงหน้ายาง และมองลงไปที่ร่องยางจะพบสะพานยางซึ่งนูนขึ้นมาจากร่องยาง หากดอกยางสึกเท่ากับสะพานยางแสดงว่าควรเปลี่ยนยางได้แล้ว

ยางบางเส้นถึงแม้ว่ายังไม่หมดอายุการใช้งาน แต่หากมีการบวมบริเวณใดก็ตาม ควรเปลี่ยนทันที หากใช้ต่ออาจทำให้เกิดอุบัติเหตุยางแตกและระเบิดได้ หากเกิดบาดแผลที่เป็นแผลลึกถึงโครงยางภายในและมีความกว้าง โดยเฉพาะแผลที่เกิดขึ้นบริเวณแก้มยาง ควรเปลี่ยนยางทันที ไม่ควรนำยางไปปะและนำมาใช้งานอีก อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

นอกจากนี้ หากเนื้อยางแข็งกระด้าง ไม่มีความยืดหยุ่น แสดงว่ายางหมดสภาพแล้ว เราสามารถตรวจสอบได้โดยใช้เล็บจิบบนเนื้อยาง เล็บจะจิกไม่ลงหากยางหมดสภาพแล้ว สำหรับยางรถยนต์หากเปลี่ยนไว้นาน ถึงแม้ว่าไม่ค่อยได้ใช้งานก็เสื่อมสภาพได้ ดังนั้น เราไม่ควรซื้อยางเก่าที่เก็บไว้นานมาใช้ถึงแม้ว่าจะมีการลดราคา แต่ยางที่เก็บไว้นานจะเสื่อมสภาพเร็วกว่ายางใหม่และทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

ในขณะฝนตกหรือพื้นเปียก ดอกยางรถมีไว้เพื่อรีดน้ำไม่ให้ลื่นและเกิดอุบัติเหตุ ดอกยางล้อรถไม่ได้มีไว้เพื่อให้ยางเกาะถนน จึงเป็นความเข้าใจผิดของใครหลายคน นอกจากการตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่เราไม่ควรลืม คือ การทำประกันภัยรถยนต์ หากรถของเรามีอายุการใช้งานเกินจาก 7 ปีขึ้นไป แต่ยังต้องการให้บริษัทประกันภัยดูแลคุ้มครองรถยนต์ของเรา ปัจจุบันมีประกันภัยรถยนต์ 2+ ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยสูงรองจากประกันชั้น 1

ผู้เอาประกันภัยควรศึกษา และเปรียบเทียบประเภทของประกันภัยรถยนต์ เพื่อให้เหมาะกับความต้องการและอายุการใช้งานของรถด้วย