เจ็ดสิ่งที่ควรทำเมื่อรถพังระหว่างทาง


สิ่งที่คุณควรจะทำเมื่อรถยนต์พังระหว่างทางมีอะไรบ้าง อย่าตกใจ ลองอ่านดู

คงไม่มีใครอยากจะขับรถไปอยู่ดีๆ แล้วเกิดปัญหาขึ้นระหว่างทางอย่างแน่นอน เพราะมันคงเป็นเรื่องที่สร้างปัญหาให้กับ ผู้ใช้รถยนต์ อย่างมากที่สุด และยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องช่างแล้วด้วยบางคนถึงขั้นแทบอยากจะร้องไห้ขึ้นมาทันที

แต่ก็อย่าพึ่งตื่นตระหนกมากจนเกินไป ลองมาดู 7 สิ่งที่ควรทำเมื่อรถพังระหว่างทางว่าควรจะทำอย่างไรบ้าง

1.ตั้งสติและเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน

ถ้าในกรณีที่รถขับมาระหว่างทางและเกิดปัญหาขึ้นคือรถอาจจะกระตุกแล้วเหมือนเครื่องจะดับ หรือว่าพอผ่อนคันเร่งลงแล้วรถก็ดับไปสิ่งแรกที่จำเป็นจะต้องทำก็คือมีสติอยู่กับตัวเสมอ พร้อมกับเปิดสัญญาณไฟกระพริบฉุกเฉินเพื่อบอกให้รถคันหลังรู้ว่ารถของเรามีปัญหา

2.พยายามพารถเข้าริมทางและวางสัญลักษณ์ให้ระวัง

ถ้าเป็นไปได้พยายามนำรถเข้าข้างทางก่อนเพื่อที่จะไม่ให้เป็นการกีดขวางการจราจร หลังจากนั้นก็นำสัญลักษณ์หรือกรวยที่พกมาท้ายรถตั้งเอาไว้ด้านหลัง เพื่อให้รถคันอื่น ๆ รู้ว่ามีอุบัติเหตุหรือปัญหาเกิดขึ้น

3.พยายามตรวจสอบว่ามีปัญหาที่ตรงไหน

ขั้นตอนต่อมา ก็คือ พยายามหาสาเหตุของปัญหาในครั้งนี้ให้ได้ว่าสิ่งที่ทำให้รถยนต์ของเราเกิดปัญหามันมาจากจุดไหน เพื่อที่จะได้หาวิธีในการซ่อมหรือว่าแก้ไขต่อไป

4.โทรศัพท์ปรึกษากับผู้รู้หรือว่าหาวิธีในการซ่อมแซมเบื้องต้น

ถ้าพอจะรู้ว่าสาเหตุที่รถมีปัญหาในครั้งนี้เกิดจากอะไร ก็พอที่จะแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้เพื่อพอที่จะให้รถขยับเดินหน้าไปจนถึงอู่ซ่อม แต่ในกรณีที่ไม่รู้เลยว่าจะต้องทำอย่างไร ให้ลองโทรศัพท์ไปหาคนที่คิดว่าน่าจะช่วยเหลือเราได้ หรือไม่ก็ลองค้นหาวิธีการแก้ไขในอินเทอร์เน็ตดู

5.ห้ามทิ้งรถไปไหนเด็ดขาด

จุดนี้ก็เป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะมิจชีพมีได้ทุกที่ทั่วโลก ถ้าหากคุณทิ้งรถยนต์ของคุณเพื่อวิ่งไปตามใครสักคน บางทีกลับมารถคุณอาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้

6.ขอความช่วยเหลือจากคนรอบตัวหรือรถที่ผ่านไปมา

เรื่องนี้อาจจะจำเป็นที่จะต้องใช้ความพยายามและความเสี่ยงนิดหน่อย ถ้าหากในกรณีที่รถคุณพังในจุดที่เป็นชุมชนหรือรถสัญจรเยอะก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าหากเป็นที่เปลี่ยวก็อันตรายพอสมควร

7.โทรศัพท์เรียกรถลากหรือรถยกมาช่วยเหลือ

นี่คงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดถ้าหากว่าคุณคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรก็ให้ลองค้นหาบริษัทยกรถที่ใกล้ที่สุดและแจ้งเรื่อให้ทราบ

ทั้งหมด 7 ข้อที่ได้กล่าวเอาไว้ด้านบนเป็นเพียงแค่เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือถ้าหากคิดอะไรไม่ออกจริง ๆ ก็ลองโทรศัพท์หาบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่คุณใช้อยู่ก็ได้ เพราะบริษัทเหล่านี้จะมีสาขาและเครือข่ายเยอะ พอที่จะช่วยเหลือคุณได้อีกวิธี