บัตรเครดิตกับ Paypal


กระเป๋าสตางค์ออนไลน์ที่ซื้อสินค้าออนไลน์ได้ทั่วโลก

ถ้าพูดถึงเรื่องการโอนเงินให้กันในสมัยก่อน ไม่ว่าจะโอนเงินให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดหรือซื้อสินค้าผ่านไปรษณีย์ (ที่เมื่อก่อนไม่มีการค้าขายสินค้าออนไลน์) ธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงิน คงจะเป็นวิธีการเดียวที่จะส่งเงินถึงกันได้อย่างปลอดภัย เพียงเขียนชื่อที่อยู่ของผู้รับให้ถูกต้อง ผู้รับเองก็จะได้รับจดหมายกระดาษที่มีชื่อที่อยู่ แล้วก็นำหลักฐานนั้นมาแสดงที่ไปรษณีย์ เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น การโอนเงิน หรือจ่ายเงินผ่าน วิธีโอนเงินโดย Internet Banking (ที่เดี๋ยวนี้มีพร้อมเพย์ด้วย) จึงเป็นที่นิยมมากขึ้น

และ Paypal ก็มีความคล้ายคลึงกับ Internet Banking คือบริการธนาคารออนไลน์ หรือกระเป๋าสตางค์ออนไลน์ ที่บุคคลธรรมดาหรือภาคธุรกิจสามารถใช้งานได้ เป็นช่องทางที่ส่งและรับเงินออนไลน์ Paypal เลยไม่ต่างอะไรกับกระเป๋าสตางค์ที่สามารถซื้อของตามร้านค้าออนไลน์ได้ทั่วโลก (ถ้าร้านค้านั้นมีสัญลักษณ์ของ Paypal )

ซึ่ง Paypal คล้ายๆ กับคนกลางระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ไม่มีใครกล้าโอนเงินให้คนแปลกหน้า (ถึงแม้จะเป็นแม่ค้าก็เถอะ) Paypal เลยอาสาเป็นตัวกลางที่จะรับเงินของลูกค้ามาก่อน เพื่อให้ผู้ขายส่งของมาให้ (ไม่ว่าจะประเทศอะไรก็ตาม และส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าใน ebay) Paypal ก็จะบอกผู้ขายว่าส่งของด้วยจ้า ลูกค้าโอนเงินแล้ว แต่ผู้ขายจะได้รับเงินหลังจากลูกค้าได้รับของแล้ว 21 วัน เพราะให้แน่ใจได้ว่า ลูกค้าพอใจ หรือได้ของแล้วแน่จริงๆ Paypal จึงจะโอนเงินให้ผู้ขาย

การใช้ Paypal

ถ้าเพย์พาลคือการจ่ายเงินให้กับคนทั่วโลก สิ่งที่จะเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่าง Paypal และการจ่ายเงินคนทั่วโลกได้ดีคือ “บัตรเครดิต” เพราะบัตรเครดิตก็เป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ได้ทั่วโลกเหมือนกัน บางคนกังวลว่าบัตรเครดิตใช้ในบ้านเรายังโดนหลอกลวงได้เลย ไปทั่วโลกมีหวังโดนหลอกแหงๆ แต่สำหรับเพย์พาล หมายเลขบัตรเครดิตไม่จำเป็นต้องเปิดเผยหมายเลขหรือข้อมูลทางการเงิน เพียงแค่ใช้อีเมลของตัวเอง

บัตรเครดิตเป็นบัตรสากลที่ยืนยันตัวตนได้ดีที่สุด การใช้บัตรเครดิตยืนยันตัวตนกับ Paypal เลยสำคัญ เพราะเพย์พาลจะเก็บข้อมูลจริงๆ ของผู้ใช้บริการได้ การเชื่อมต่อบัญชีกับ Paypal มีดังนี้

  • เพียงกรอกข้อมูลชื่อนามสกุลให้ตรงกับชื่อบัญชีธนาคาร เลือกประเภทบัตร (ส่วนใหญ่ก็จะเป็น VISA) ใส่หมายเลขบัตร วันหมดอายุ และรหัสความปลอดภัยหรือ CVV
  • โดย Paypal จะหักเงินในบัตรก่อน 70 บาท (นั่นก็เพื่อเช็กว่าบัตรที่กรอกข้อมูลมาสามารถหักเงินได้จริง แล้วจะคืนเงินให้ทีหลัง)
  • หลังจากนั้น Paypal จะส่งรหัส 4 หลักมากับบิลของบัตร (ถ้าผูกบัตรเสร็จ เงินถูกตัดไปแล้ว สามารถโทรหาธนาคารเพื่อขอรหัส 4 หลักได้และกลับไปกรอกหน้า Paypal)
  • เวลาซื้อของออนไล์ก็ล็อกอินผ่าน Paypal ได้เลย และเงินที่จ่ายไปจะถูกตัดจากบัตรที่ผูกบัญชีไว้นั่นเอง

จะเห็นได้ว่า บัตรเครดิตที่ผูกบัญชีกับเพย์พาล ไม่มีทางเลยที่จะถูกแฮ็กข้อมูล เพราะว่าการซื้อขายผ่านโลกออนไลน์ ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ (ที่ต้องเสียภาษี) หรือลูกค้า ต้องใช้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อยืนยันตัวตน อีกอย่างลูกค้าอย่างเราก็มั่นใจได้ว่า ไม่โดนโกงเงินแน่นอน เพราะ Paypal เป็นตัวกลางที่รับความเสี่ยงให้ไงล่ะเออ