ค่าติดตามทวงหนี้


ค่าบริการจากธนาคารในการติดตามทวงหนี้ที่ไม่ได้จ่าย และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

“ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” คำพูดติดหูที่ใครฟังก็ต้องขำกันท้องแข็ง แต่เอาเข้าจริงก็คงจะขำไม่ออกหากตกอยู่ในสถานการณ์ในการเป็นหนี้ “หนี้สิน” เป็นสิ่งที่ใครก็ไม่อยากได้ เริ่มแรกผู้คนต่างๆ เริ่มเป็นหนี้บัตรเครดิตเมื่อไม่จ่ายเข้าเรื่อยๆ ก็จะถูกทวงถามหนี้จากธนาคาร ทางออกเดียวเลยเป็นการรูดบัตรอีกใบเพื่อไปโปะเงินอีกใบกลายเป็นว่าหนี้กองนั้นโตเท่าภูเขา เพราะมันเกินกำลังที่จะจ่ายได้

ถ้าเป็นหนี้ บัตรเครดิต กับสถาบันการเงินแล้วล่ะก็ นักทวงหนี้จะงัดไม้เด็ดทุกอย่างเพื่อให้ลูกหนี้ใจอ่อนยอมจ่ายให้จงได้ ไม่ว่าจะโทรศัพท์ติดต่อกันเข้าไปที่ทำงานหลายๆ ครั้ง หรือแอบอ้างว่าฉันเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่จากรัฐ หรือร้ายที่สุดคือโทรไปรบกวนผู้ไม่เกี่ยวข้องอย่างพ่อกับแม่

นอกจากหนี้บัตรเครดิตที่ต้องจ่ายแล้ว ยังต้องมาจ่ายค่าติดตามทวงหนี้อีกด้วย ลูกหนี้บางคนมองการทวงหนี้แบบโจ่งแจ้ง หรือลุกลามไปถึงคนในครอบครัวนั้นเกินไป ซึ่งในปัจจุบัน ณ ตอนนี้ นักทวงหนี้ก็คงจะทวงหนี้แบบโจ่งแจ้ง หรือแอบอ้างเป็นใครอื่นได้แล้ว เพราะพระราชบัญญัติการติดตามทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ระบุว่า

ผู้ทวงถามหนี้ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • ต้องจดทะเบียนการประกอบธุรกิจต่อนายทะเบียน
  • เจ้าหน้าที่ทวงหนี้รายเก่าต้องจดทะเบียนภายใน 90 วัน
  • ต้องไม่ใช่เจ้าหน้าที่จากรัฐ เช่น ทหาร หรือตำรวจ

สิ่งที่นักทวงหนี้ต้องทำตาม

  • ห้ามทวงหนี้กับคนที่ไม่ใช่ลูกหนี้
  • แสดงตัวทุกครั้งว่าตนคือใคร
  • ห้ามเผยข้อมูลการเป็นหนี้แก่ลูกหนี้ให้ผู้อื่นรับรู้
  • ห้ามหลอกลวง หรือข่มขู่ ใช้ความรุนแรง (จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท)
  • ห้ามติดต่อนอกเวลาทวงหนี้ (ปรับเจ้าหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท)
  • ติดต่อลูกหนี้ในจำนวนครั้งที่เหมาะสม
  • หากรับอำนาจมาอีกทอดหนึ่งควรแสดงหลักฐานทุกครั้ง

จะเห็นได้ว่าการเป็นหนี้เป็นเรื่องที่แย่ นอกจากหนี้บัตรเครดิตที่ค้างอยู่แล้ว ยังต้องมาจ่ายค่าติดตามทวงหนี้อีก ซึ่งเป็นบริการที่ต้องจ่ายไม่สามารถหนีได้ ไม่ว่าจะเป็นการโดนทวงหนี้จากธนาคาร หรือโดนทวงหนี้เพราะยืมเงินเพื่อน พรบ.ทวงหนี้นี้สามารถใช้ได้กับการทวงหนี้ทุกรูปแบบ