ประกันสุขภาพมีอยู่ 2 ประเภทเคยทราบกันหรือเปล่า


ประเภทของประกันสุขภาพ และความคุ้มค่าของประกันสุขภาพทั้งสองแบบ

การทำประกันสุขภาพ กำลังเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมสำหรับคนในยุคปัจจุบันกันอยู่มากพอสมควร เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลสุขภาพ จึงอาจจะเจ็บป่วยได้ตลอดเวลาจึงเลือกเพิ่มความอุ่นใจให้แก่สุขภาพตนเองด้วยการซื้อประกันสำหรับสุขภาพมาไว้ใช้ รวมไปถึงบุคคลที่เริ่มเล็งเห็นแล้วว่าอนาคตในวันข้างหน้าค่ารักษาพยาบาลมีแต่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเลือกซื้อประกันในด้านสุขภาพเอาไว้รองรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้หากเจ็บป่วยขึ้นมา แต่ทุกคนที่ซื้อประกันไว้แล้วหรือยังคงเลือกประกันในด้านสุขภาพอยู่เคยทราบกันหรือไม่ว่าประกันแบบนี้มีอยู่ 2 ประเภท คือ

ประกันสุขภาพแบบปีต่อปี เทียบกันแบบง่ายๆ เลย ก็เหมือนกับประกันรถยนต์นั่นเอง ปีไหนที่จ่ายประกันก็ได้รับความคุ้มครองปีไหนที่ไม่จ่ายประกันก็ไม่ได้รับความคุ้มครองนั้นเอง ส่วนใหญ่คนเรานั้นบางกลุ่มคนมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ปีนี้อาจจะมีเงินพอที่จะจ่ายค่าประกันให้แก่ตนเองแต่ปีต่อไปอาจจะไม่มีเงินจ่ายประกันให้แก่ตนเองก็ได้ จึงสามารถเลือกการทำประกันแบบนี้ได้นั้นเอง หากถามถึงความคุ้มค่ามันก็คุ้มค่าอยู่หากปีที่เรามีเงินจ่ายแล้วเราเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาก็ได้ใช้ประกันอย่างแน่นอน แต่หากเราจ่ายไปแล้วเราไม่เจ็บป่วยแต่ดันมาป่วยในปีที่ไม่มีเงินจ่ายค่าประกันก็คงจะสร้างความลำบากให้แก่เราได้พอสมควร

ประกันสุขภาพแบบเสริมพ่วง ประกันประเภทนี้จะเป็นประกันแบบที่เราต้องซื้อประกันหลักก่อนแล้วจึงจะสามารถซื้อประกันในด้านสุขภาพเพิ่มเติมได้ เราจะต้องทำสัญญาและจ่ายเบี้ยประกันตามระยะเวลาของประกันแต่ละตัวไปจนกว่าจะครบสัญญาหรือเรียกง่ายๆ ก็คือ ต้องจ่ายประกัน 2 ตัวพร้อมกันในแต่ละปีกว่าที่จะครบสัญญานั้นเอง ซึ่งหากมองในมุมของค่าใช้จ่ายเบี้ยประกันแต่ละปีค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร แต่ในความคุ้มครองประกันประเภทนี้คุ้มครองได้ดีกว่าประกันประเภทแรกอย่างแน่นอน อีกทั้งไม่ว่าจะเคลมบ่อยแค่ไหนประกันก็ไม่สามารถยกเลิกสัญญาหรือเรียกเก็บเบี้ยเพิ่มจากเราได้นั้นเอง

ข้อดีและข้อเสียสำหรับประกันสุขภาพทั้ง 2 ประเภทนั้นก็มีแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกันของแต่ละคนเป็นหลัก แต่ก็ใช่ว่าประกันในด้านสุขภาพจะมีราคาเบี้ยประกันที่สูงทุกตัว เพราะยังมีประกันที่เบี้ยเริ่มต้นถูกไปจนหาแพงให้เลือกซื้อกันอยู่มากมาย ขึ้นอยู่กับความคุ้มครองที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของผู้ซื้อเป็นหลัก หากมีสภาพการเงินที่ไม่คล่องเท่าไหร่นักก็เลือกประกันที่เบี้ยประกันพอที่จะจ่ายได้และให้ความคุ้มครองที่สมน้ำสมเนื้อ แต่หากอยากได้ประกันที่คุ้มครองแบบทั่วถึงและดีที่สุดก็ต้องยอมจ่ายเบี้ยประกันแพงกว่าเป็นธรรมดา