ประกันสินเชื่อบ้าน ทำแบบไหนให้คุ้ม


เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา ขอกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย กับธนาคาร อีกสิ่งที่จะถูกเสนอตามมาก็คือ "การทำประกันสินเชื่อบ้าน"ซึ่งประกันสินเชื่อบ้า ถือเป็นสิ่งที่บ้านทุกหลังควรจะมี

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ หลักประกันว่า ถ้าลูกค้าผู้ขอสินเชื่อบ้านเกิดอะไรขึ้นมา ประกันสินเชื่อบ้าน จะเข้ามาจ่ายค่าบ้านที่เหลือแทนผู้กู้สินเชื่อ โดยที่ภาระไม่ต้องตกไปเป็นของลูกหลานแต่อย่างใด และมักจะมีคำถามตามมาว่า จะทำ ประกันสินเชื่อบ้าน อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งมันก็มีข้อสังเกตง่ายๆ ดังนี้

ในการทำประกันสินเชื่อบ้าน เราสามารถเลือกทุนประกันและระยะเวลาในการคุ้มครองได้ต้องการ เมื่อถูกเสนอให้ทำประกันสินเชื่อบ้านขึ้นมา เราจะต้องสอบถามกับธนาคารให้แน่ใจก่อนว่า เราสามารถทำทุนประกันได้เท่าไหร่ แล้วระยะเวลาในการคุ้มครองจะมีเท่าไหร่ ค่าเบี้ยประกันเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจเลือกให้คุ้มค่าที่สุด

สมมติว่า คุณซื้อบ้านมา 3,500,000 บาท และเป็นการกู้ยืมจากธนาคารทั้งหมด โดยมีระยะเวลาผ่อน 30 ปี หากคุณต้องการซื้อประกันสินเชื่อบ้านให้คุ้มค่าแบบ 100% คุณจะต้องซื้อที่ทุนประกัน 3,500,000 บาท และให้ระยะเวลาคุ้มครอง 30 ปี

ถ้าเราซื้อประกันเท่ากับวงเงินที่เรากู้มาเลย เราก็ไม่ต้องกังวลหากเกิดอะไรขึ้นมา เพราะประกันจะจ่ายเงินกู้ที่เหลือแทนเราทั้งหมดแน่นอน แต่เราก็ต้องอย่าลืมว่า เบี้ยประกันที่เราจะต้องจ่ายก็จะสูงขึ้นตามทุนประกันและระยะเวลาคุ้มครองด้วยเช่นกัน โดยเราสามารถดูที่ตารางแนบท้ายกรมธรรม์ได้เลยว่า ปีที่เท่าไหร่ เดือนอะไร และจำนวนเงินเท่าไหร่ที่ประกันจะจ่ายให้เราในเดือนที่เราเป็นอะไรขึ้นมา

และถึงแม้คุณจะเลือกทุนประกันกับระยะเวลาประกันน้อยกว่าสินเชื่อที่ทำไว้กับธนาคาร ก็จะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ประกันก็จะไม่สามารถจ่ายเงินแทนคุณได้ทั้งหมด และภาระที่เหลือก็จะตกไปเป็นของลูกหลานและผู้สืบทอดของคุณต่อไปนั่นเอง

หากการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย เป็นการขอกู้ร่วม ไม่ว่าจะกับแฟน กับพ่อแม่ หรือใครก็ตาม เราจะสามารถเลือกทำประกันคุ้มครองสินเชื่อแบบแบ่งวงเงินได้ ซึ่งการแบ่งวงเงินอาจจะแบ่งตามเพศ

ประมาณว่าผู้หญิงจะจ่ายค่าเบี้ยประกันถูกกว่าผู้ชาย หรือถ้ากู้ร่วมกับพี่น้อง จะแบ่งตามอายุก็ได้เช่นกัน เพราะ คนอายุน้อยค่าเบี้ยประกันย่อมถูกกว่าผู้สูงอายุอยู่แล้ว อีกทั้งค่าเบี้ยประกันคุ้มครองสินเชื่อก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกต่างหาก

การใช้วิธีนี้ ทำให้เราจ่ายเบี้ยประกันน้อยลง และได้รับความคุ้มครองเท่าเดิม นอกจากนั้น ถ้าเราสามารถปิดบัญชีสินเชื่อได้ก่อนกำหนด เรายังจะสามารถทำเรื่องขอเงินคืนจากบริษัทประกันได้ด้วย