เคยรู้ไหม? ประกันแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง


ข้อดีข้อเสียของประกันชีวิตแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน

ประกันชีวิต อาจถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่ง ที่ช่วยให้ความมั่นคงในชีวิตมีมากขึ้น แต่จะมีสักกี่คน ที่รู้ว่าประกันชีวิตมีกี่ประเภท อะไรบ้าง และแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร หลายคนเวลาซื้อประกัน มักจะซื้อตามที่เจ้าหน้าที่ขายแนะนำทำให้ในบางครั้ง ประกันที่ได้มีอัตราค่าเบี้ยแพงหูฉี่ แถมยังคุ้มรองไม่ได้ตามที่ต้องการอีกด้วย เพราะฉะนั้นในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่าประกันชีวิตที่มีขายในปัจจุบันมีอยู่กี่ประเภท อะไรบ้าง และแตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจากประเภทของประกันก่อน ประกันชีวิตในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท ได้แก่ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพที่มีลักษณะเป็นการจ่ายเบี้ย และตัวประกันจะให้ความคุ้มครองเราตลอดชีวิต, ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา มีลักษณะคล้ายกับประกันแบบตลอดชีพ เพียงแต่จะคุ้มครองเฉพาะช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่ได้คุ้มครองไปตลอด ประกันแบบนี้จะคล้าย ๆ กับประกันรถยนต์ ประกันอุบัติเหตุอะไรทำนองนั้น, ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เป็นประกันในลักษณะของการออมเงิน, ประกันชีวิตแบบบำนาญ มีลักษณะคล้าย ๆ กับประกันแบบสะสมทรัพย์ แต่จะเน้นให้วงเงินที่สูง สำหรับใช้ในวัยเกษียณอายุและ ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน เป็นประกันที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับประกันตลอดชีพ เพียงแต่เบี้ยส่วนหนึ่งจะถูกนำไปลงทุนในกองทุนรวม

คราวนี้ หลายคนคงจะเกิดคำถามว่า แล้วประกันชีวิตแต่ละแบบมีความแตกต่างในเรื่องข้อดีข้อเสียอย่างไรกันละ ส่วนนี้ขอไล่ไปตามชนิดของประกัน เริ่มจากประกันแบบตลอดชีพ ประกันตรงนี้มีข้อดี คือ มีระยะเวลาการจ่ายอยู่ที่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่สามารถคุ้มครองได้ตลอดชีพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างมรดกเอาไว้ให้ลูกหลาน แต่ข้อเสียของประกันนี้ ก็คือ เป็นแบบจ่ายเปล่า ไม่มีเงินคืนจะได้ก็ต่อเมื่อเราตายไปแล้วเท่านั้น การจะเอาเงินออกมาก่อนเป็นเรื่องยุ่งยากและมีโอกาสน้อยที่จะได้คืน จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการคุ้มครองแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

ประกันแบบที่ 2 คือ แบบชั่วคราว ประกันชีวิตตัวนี้มีข้อดี คือ เบี้ยประกันถูกกว่าแบบตลอดชีพและเลือกเวลาคุ้มครองเองได้ว่าจะเอาแค่ไหน แต่ข้อเสีย ก็คือ เป็นแบบจ่ายเปล่าเหมือนกับพวกประกันรถยนต์ ถ้าเกิดว่าช่วงเวลาที่คุ้มครองไม่ได้เกิดอะไรขึ้นหรือเกิดเหตุที่ไม่เข้ากับเงื่อนไข ก็จะไม่ได้รับเงินค่าเบี้ยประกันเท่ากับว่าที่จ่าย ๆ ไปทั้งหมด สูญไป

ส่วนประกันแบบสะสมทรัพย์ มีข้อดีคือ มีเงินทุนที่ค่อนข้างแน่นอน และเป็นการบังคับจ่ายแบบห้ามไม่ให้ถอนเงินอย่างเด็ดขาด จึงถือว่าเป็นการออมเงินอย่างได้ผล อย่างไรก็ตาม เงินทุนประกันและเงินตอบแทนของประกันชีวิตตัวนี้ไม่สูงมากนัก จึงเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อในอนาคต ทำให้ประกันตัวนี้ไม่เหมาะสำหรับการทำเพื่อคุ้มครองใด ๆ หรือถ้าใครรับกับผลตอบแทนที่น้อยได้ก็แล้วแต่

ประกันตัวต่อมาคือประกันแบบบำนาญ ประกันชีวิตตัวนี้จะมีข้อดีตรงที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าแบบสะสมทรัพย์ทำให้ความเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อลดลง แต่ข้อเสียก็คล้าย ๆ กับประกันสะสมทรัพย์ คือ ส่วนของความคุ้มครองนั้นน้อยมาก เพราะเน้นไปที่การออมเงินเป็นหลัก ถ้าเกิดอยากจะทำเพื่อคุ้มครองขอให้มองประกันตัวอื่นจะดีกว่า

สุดท้าย คือ ประกับแบบควบการลงทุน ประกันตัวนี้จะมีข้อดีคล้าย ๆ กับประกันตลอดชีพ คือ ให้ความคุ้มครองในอัตราที่ค่อนข้างสูง แถมยังควบด้วยผลประโยชน์ที่จะได้จากการลงทุนอีก แต่ข้อเสีย ก็คือ อย่างที่บอกว่าประกันตัวนี้พ่วงกับการลงทุนทำให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาการลงทุนด้วย อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าประกันตัวอื่น ๆ เพราะต้องนำไปจัดการการลงทุน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเชื่อว่าผู้อ่านคงจะได้เห็นแล้วว่าประกันชีวิตแต่ละประเภทมีความเหมือนและต่างกันอย่างไร หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน ว่าจะลงทุนซื้อกรมธรรม์แบบไหนที่ตรงกับความต้องการของตนเองมากที่สุด