วิธีการที่ทางธนาคารติดตามทวงหนี้


“ไม่มี จะหนี และไม่จ่าย” คงจะใช้ไม่ได้แล้ว เพราะบางทีเวรกรรมก็มาในรูปแบบของการติดตามทวงหนี้ที่ไม่อาจจะหนีพ้นไปไหนได้

ผู้ทวงหนี้ คือ?

“ผู้ทวงถามหนี้” คือ เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม (หนี้บัตรเครดิตเอย หนี้นอกระบบเอย) ถึงแม้ไม่ใช่เจ้าหนี้เอง แต่เป็นถูกจ้างวานมาก็ต้องทำตามพระราชบัญญัติทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ด้วย

ใครจะทวงหนี้เราได้บ้าง?

คนทวงหนี้ต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎกระทรวงก่อน ซึ่งผู้ที่จะมาทวงหนี้ต้องเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจมาจากเจ้าหนี้ หรือสถาบันการเงิน โดยต้องมีหนังสือมอบอำนาจมาด้วย ไม่ว่าจะทวงต่อหน้า หรือผ่านโทรศัพท์ จะต้องมีการแนะนำตัว รวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายมา

ทวงผ่านคนรู้จักได้ไหม?

ไม่ว่าจะเพื่อนร่วมงาน เพื่อนข้างบ้าน พ่อ แม่ หรือผู้สืบสันดาน ผู้ทวงหนี้ถามได้แค่เพียง ที่อยู่ปัจจุบัน หรือเบอร์โทรศัพท์เท่านั้น ถ้าบุกไปถึงที่บ้านของลูกหนี้แล้วไม่เจอ ดันเจอแต่คนในครอบครัว แล้วถูกสอบถามข้อมูลต่างๆ คนทวงหนี้ตอบได้เท่าที่จำเป็นแหละเหมาะสม

ทวงได้ตอนไหนบ้าง?

ผู้ทวงหนี้จะทวงหนี้ได้ตามที่อยู่ที่ถูกระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น หากเป็นเบอร์โทรก็ต้องเป็นเบอร์ที่ระบุไว้เหมือนกัน ผู้ทวงหนี้ไม่มีสิทธิ์โทรถี่ๆ ย้ำๆ โดย พระราชบัญญติการทวงถามหนี้ ระบุว่า

วันจันทร์ - ศุกร์ ติดต่อได้ในเวลา 08.00-20.00 น. วันหยุดราชการ ติดต่อได้ในเวลา 08.00-18.00 น.

ข่มขู่เราได้หรือไม่?

ผู้ทวงถามหนี้ไม่ควรพูดจาข่มจู่ ดูหมิ่น หรือใช้กำลังทำร้ายร่างกาย ทรัพย์สิน หรือทำให้เสียชื่อเสียง และไม่สามารถแอบอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐ หรือไม่สามารถอ้างหมายศาลได้

ห้ามทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดเป็นการทวงหนี้จากสำนักทนายความ หรือใช้ข้อความข่มขู่ว่า ถ้าไม่จ่ายเงินจะถูกยึดทรัพย์ หรือส่งเรื่องไปธนาคารขึ้นบัญชีดำเป็นคนติดบูโร

สำหรับคนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ต้องสัมพันธ์ขาดเพราะเรื่องเงิน ครั้นจะโผงผางทวงหนี้ออกไปอาจทำให้ผิดใจกันได้วิธีทวงเงินจากเพื่อนให้ได้คืนคือการใช้ไม้อ่อนที่สุด เพราะถ้าใช้ไม้แข็งอย่างประจาญในโลกโซเชียล อาจจะหนีเตลิดไป

และ ถ้าคิดจะทวงหนี้เหมือนในละครหลังข่าว ที่ทำร้ายร่างกายแถมยังยึดทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อไปขัดดอกก็คงจะไม่ใช่วิธีการที่ถูกเท่าไหร่ ซ้ำยังผิดกับข้อควรทำที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติอีกด้วย