ชำระหนี้ธนาคาร


เมื่อเป็นหนีสินเชื่อของธนาคาร เราควรทำความเข้าใจเรื่องการชำระหนี้อย่างไรบ้างนะ?

หนี้ธนาคารเกิดจาก การขอสินเชื่อ และ การใช้บัตรเครดิต กับธนาคารนั้นๆ เพื่อเป็นการนำเงินในบัตรมาจ่ายแทนที่การใช้เงินสดจ่าย ซึ่งการใช้เงินในบัตรจ่าย หนี้จะเกิดขึ้นกับธนาคารและยังติดเครดิตบูโร คุณจึงต้องทราบข้อมูลการชำระหนี้ ดอกเบี้ย และเรื่องอื่นๆ ให้เข้าใจก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อ

ทำความเข้าใจก่อนว่าสินเชื่อมี 2 แบบ

1.สินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

อย่างเช่น สินเชื่อบ้าน ห้อง รถ หรือสินเชื่ออื่นๆ ที่ใช้ทรัพย์สินเป็นหลักค้ำประกัน โดยจะมีระยะเวลาในการชำระหนี้ตามกำหนดค่อยข้างนาน

2.สินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

อย่างเช่น สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพย์สินใดๆ ค้ำประกัน ซึ่งจะมีระยะเวลาในการชำระหนี้ตามกำหนดค่อนข้างสั้น

โดยการชำระหนี้ต่อธนาคารทั้งสินเชื่อมีหลักค้ำประกันกับไม่มีหลักค้ำประกัน จะแตกต่างอยู่ในเรื่องระยะเวลาการชำระหนี้ดังนี้

  • ระยะเวลาการชำระหนี้

1.สินเชื่อแบบมีหลักค้ำประกัน

ได้แก่ สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อเหล่านี้จะมีระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน อย่างเช่น สินเชื่อรถสามารถผ่อนนอนได้ถึง 84 เดือน เนื่องจากมีหลักค้ำประกันทำให้เวลาในการผ่อนจึงมีจำนวนมาก

2.สินเชื่อแบบไม่มีหลักค้ำประกัน

ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล และ บัตรเครดิต สินเชื่อเหล่านี้จะมีระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น อย่างเช่น บัตรเครดิต ทางธนาคารจะกำหนดวันชำระหนี้แบบปลอดดอกเบี้ย สูงสุด 55 วัน หากเกินกว่านั้นจำเป็นต้องเสียดอกเบี้ย

  • ดอกเบี้ย

ถ้าหากคุณไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ตามเวลาที่ตกลง(สินเชื่อแบบค้ำประกัน) คุณจะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยด้วย โดยค่าดอกเบี้ยก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของธนาคารนั้นๆ ซึ่งสินเชื่อทั้ง 2 แบบจะแตกต่างกัน

1.สินเชื่อแบบมีหลักค้ำประกัน

จะต้องเสียดอกเบี้ยเป็นเรื่องปกติ โดยจะอยู่ที่ประมาณ 15% ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 18%

2.สินเชื่อแบบไม่มีหลักค้ำประกัน

หากไม่จ่ายตามเวลาปลอดดอกเบี้ย คุณก็ต้องเสียค่าดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 18% - 20 % ตามแต่ข้อตกลงของธนาคาร

  • ไม่มีเงินจ่ายหนี้ตามกำหนด

หากช่วงที่คุณครบกำหนดชำระหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารจะให้เวลา 3 เดือน ถ้าเกินกว่านั้น แล้วคุณยังประสบปัญหาสภาพการเงินไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด อย่างเช่น โดนไล่ออกทำให้คุณไม่มีรายได้เข้าในช่วงนั้น คุณสามารถโทรไปบอกเหตุผลและความจำเป็นที่ผิดนัดชำระหนี้ได้

ถ้าหากทางธนาคารไกล่เกลี่ยให้คุณแล้ว แต่คุณยังไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ ธนาคารจะส่งฟ้องศาล ซึ่งถ้าคุณไม่มีเงินก็ควรไปรับฟังคำฟ้องและพยายามบอกเหตุผล เผื่อธนาคารเข้าใจพออนุโลมให้คุณได้ เหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อไม่ให้คำสั่งหมายยึดมาถึง

แต่ถ้าหากถึงจุดที่เป็นหนี้สินเชื่อบ้าน ธนาคารจะทำการยื่นเอกสารยึดหลักทรัพย์ของคุณ ถ้าเป็นบ้าน ก็จะทำการยึดบ้านและเตรียมเอาโฉนดบ้านของคุณไปขายต่อในตลาด แต่ถ้าหากเป็นหนี้บัตรเครดิต จนถึงขั้นติดแบล็คลิสต์ ธนาคารจะเปลี่ยนสถานะของคุณเป็น "ผู้ล้มละลาย"