Image
Image
Image
Image

rabbit finance เลือกสรรบัตรกดเงินสดเพื่อคุณ

          บัตรกดเงินสดคืออะไร

บัตรกดเงินสด หรือ สินเชื่อเงินสด คือ ผลิตภัณฑ์จากสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจ พิจารณาออกให้ โดยวงเงินหรือจำนวนเงินสูงสุดที่ได้รับ จะขึ้นอยู่กับรายได้เฉลี่ยในแต่ละเดือนของผู้สมัคร โดยที่ไม่ต้องมีเงินฝากในบัญชี และไม่เสียค่าธรรมเนียมในการเบิกถอน แม้ว่าคุณจะเบิกถอนเงินสดออกมา ก็จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

 

เปรียบเทียบแล้ว จะแตกต่างจากบัตรเครดิตตรงที่ เราได้เงินสดออกมาใช้งานทันที แต่บัตรเครดิต จะมีสถาบันการเงินจ่ายให้ก่อน ผ่านการรูดซื้อในบัตร

 

นอกจากนี้ ประโยชน์ของบัตรกดเงินสด ยังสามารถกดเงินได้โดยตรงที่ตู้ ATM ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง ตามที่สถาบันการเงินนั้นได้ทำการอนุมัติวงเงินไว้ของแต่ละบุคคล ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ที่ต้องการเงินสดแบบเร่งด่วน โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะไปยืมใครให้ลำบากใจ

 

สำหรับอัตราดอกเบี้ยของการกดเงินครั้งนั้น จะเริ่มคิดในทันทีที่กดออกมาใช้งาน โดยที่สถาบันการเงินจะแจ้งรายการเบิกเงิน และจำนวนเงินชำระขั้นต่ำที่จะต้องจ่ายให้ โดยที่เจ้าของบัตรสามารถเลือกได้ว่า จะจ่ายแค่ขั้นต่ำที่ทางสถาบันการเงินกำหนดมาหรือไม่ หรือจะจ่ายทั้งหมดตามที่ได้กดเงินออกไปก็สามารถทำได้

 

เมื่อเปรียบเทียบกับบัตรเครดิตแล้ว สมัครบัตรกดเงินสด จะเหมาะอย่างมาก สำหรับผู้ที่ต้องการเงินสด แม้จะมีดอกเบี้ยที่คิดรายวัน แต่ถ้าเราคืนเงินไวมากเท่าไหร่ ดอกเบี้ยก็จะน้อยลงเท่านั้น เปรียบเทียบแล้ว จะพบความแตกต่างจากการกดเงินสดจากบัตรเครดิต ที่มักมีดอกเบี้ยสูงกว่า

 

ดังนั้น การสมัครบัตรกดเงินสดเอาไว้ เผื่อกรณีฉุกเฉิน เมื่อเราไม่สามารถรูดบัตรเครดิต ไม่มีเงินก้อนโต และไม่อยากใช้เงินเก็บของตน นี่จึงนับเป็นตัวช่วยที่แสนดี และมีประโยชน์อย่างแน่นอน

 

          ประโยชน์ของการสมัครบัตรกดเงินสด

  • สมัครบัตรพกติดตัวไว้ไม่เสียหาย เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือฉุกเฉินเกิดขึ้นเมื่อใด ก็สามารถกดเงินด่วนฉุกเฉินออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ ผ่านตู้ ATM ทุกธนาคาร ได้ตลอด 24 ชม. เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะไม่ต้องไปหยิบยืมใคร  
  • คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก และคิดแบบรายวัน ตามจำนวนวันที่ใช้จริงเท่านั้น หากไม่เบิกใช้ ก็ไม่เสียดอก สามารถเลือกชำระเงินได้ตามที่ต้องการ เช่น ชำระเงินคืนแบบเต็มจำนวน ชำระขั้นต่ำ 3% - 5% ของยอดใช้จ่าย หรือ 500 บาทขึ้นไป เปรียบเทียบแล้ว จะเป็นประโยชน์อย่างมาก สำหรับผู้มีภาระด้านการเงิน 
  • สามารถนำมากดใช้ได้ ในหลายๆ สถานการณ์ ที่ต้องใช้เงินก้อน และคุณอาจคาดไม่ถึง เช่น ใช้ซ่อมแซม หรือต่อเติมบ้าน ใช้จ่ายทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลาน หรือเพิ่มสภาพคล่องในการลงทุน หรือเพื่อต่อยอดขยายธุรกิจเป็นต้น
  • เปรียบเทียบกับสินเชื่ออื่นๆ แล้ว จะสมัครบัตรง่าย อนุมัติเร็ว แค่มีเอกสารครบถ้วน ที่สำคัญไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกัน หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และไม่ต้องเสียค่าบริการใดๆ ล่วงหน้า

          ดอกเบี้ยมีทั้งหมด กี่ประเภท ?

 

สำหรับการสมัครสินเชื่อต่างๆ จะมีทั้งหมด 3 ประเภท เปรียบเทียบแล้ว มีความแตกต่าง คือ 

 

  • แบบลดต้นลดดอก (Effective Interest Rate)

เป็นการอัตราจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด และแบ่งอัตราส่วนหนึ่งของเงินต้น ทำให้ทุกครั้งที่จ่ายชำระหนี้ในแต่ละเดือนก็จะหมดไว เพราะทุกครั้งที่ชำระค่างวด ดอกเบี้ยจะลดลงเรื่อย ๆ และเงินต้นก็ลดลงเช่นเดียวกัน โดยจะถูกคิดคำนวณเป็นรายวันจากเงินต้นที่เหลือในแต่ละเดือน จากการเปรียบเทียบแล้ว ส่วนมาก จะ ใช้กับ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่อเพื่อการศึกษา เป็นต้น

 

  • แบบคงที่ (Fixed Rate)

เป็นอัตราที่กำหนดไว้ตายตัว ซึ่งได้ถูกคำนวณให้เท่ากันในแต่ละเดือน และคงอยู่ตลอดอายุสัญญาที่ขอกู้ ส่วนใหญ่ใช้คำนวณสินเชื่อที่ระยะเวลาผ่อนชำระไม่นานมากนัก ซึ่งระยะเวลาในการผ่อนชำระนั้นจะหมดเร็ว เพราะเป็นการคำนวนแบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่เริ่มสัญญาแล้วนั่นเอง  และถ้าอยากจ่ายยอดให้หมดก่อนกำหนด ดอกก็จะไม่ลดตามลงไป ซึ่งเปรียบเทียบแล้วแตกต่างจากแบบลดต้นลดดอกมาก

 

  • แบบลอยตัว (Floating Rate)

จะเปลี่ยนแปลงไปตามประกาศอัตราของสถาบันการเงิน โดยทั่วไปธนาคารจะใช้อัตราเงินกู้ขั้นต่ำอย่าง MLR และ MRR เป็นอัตราอ้างอิง ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้เลย ถ้าปีไหนถูก ผู้ขอกู้สินเชื่อก็ได้รับอัตราที่ถูกลง แต่ถ้าปีไหนอัตราแพงผู้ขอกู้สินเชื่อก็ต้องจ่ายอัตราแพงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

 

          เคล็ดลับลดดอกให้บัตรกดเงินสด

บัตรกดเงินสด ที่เรากดใช้ในสถานการณ์ เงินด่วน หรือฉุกเฉินนั้น ส่วนมากจะเป็นแบบลดต้นลดดอก หมายความว่า ยิ่งคืนไว จะช่วยลดดอกไปได้มาก คุณสามารถเปรียบเทียบโดยใช้สูตรเหล่านี้ได้ เช่น 

 

คุณใช้บัตรกดเงินสด เพราะต้องการเงินด่วนในวันที่ 1 กันยายน และจ่ายชำระคืนวันที่ 20 กันยายน มีดอกเบี้ยที่อัตรา 28% ต่อปี

 

มีวันที่ชำระเงิน – วันที่กดเงิน = 20 กันยายน – 1 กันยายน ต้องเสียทั้งหมดเท่ากับ

 

จำนวนเงินที่กด x 28% / 365 x 20 = 10,000 x 28% / 365 x 20 เมื่อคิดแล้ว คุณจะต้องเสียดอกเบี้ย 153.42 บาท


 

เมื่อถึงวันที่ 20 กันยายน ต้องชำระคือทั้งหมด คิดได้เป็น เงินที่กด + ดอกเบี้ย = 10,000 + 153.42

 

หรือก็คือ 10,153.42 บาท

 

ดังนั้น เคล็ดลับ คือ คุณต้องมั่นใจว่า หาเงินมาคืนทั้งหมดได้ ภายในระยะเวลาไม่นาน และตอนจ่ายเงินคืน ก็ไม่จำเป็นต้องรอใบแจ้งหนี้ เหมาะสำหรับการใช้จ่ายฉุกเฉินจริงๆ

 

นอกจากนี้ ควรพยายามชำระเงินให้เป็นก้อนที่ใหญ่ขึ้น เพราะจะไม่คุ้มกับค่าธรรมเนียมการชำระเงิน เช่น การชำระเงินคืน 1,000 บาท ประหยัด 76 สตางค์ต่อวัน แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 15 บาท ถือว่าไม่คุ้มค่าอยู่ดี

 

ในทางกลับกัน บัตรกดเงินสดไม่เหมาะให้คุณเป็นหนี้เรื้อรัง หรือหนี้กินระยะเวลายาวๆ เพราะอาจกลายเป็นหนี้ก้อนโตแน่ๆ เหมาะกับการกดใช้งานฉุกเฉิน ต้องการเงินด่วนมากกว่า

 

หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า บัตรกดเงินสด คงคิดว่านี่เป็นบัตรที่สร้างภาระให้กับตัวเอง มากกว่าที่จะเป็นตัวช่วยทางการเงิน ดังนั้น เรามาเช็กดูกันดีกว่าว่า มี Cash Cardsติดกระเป๋าไว้มันดีอย่างไร หรือมีข้อเสีย และสิทธิประโยชน์แบบไหนบ้าง

 

           ข้อดีของ บัตรกดเงินสด

 

  • ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี ฟรีค่าธรรมเนียมในการเบิกเงินสดล่วงหน้า (Cash Advance)
  • สามารถกดเงินสดผ่านตู้ ATM ทุกธนาคาร ได้ตลอด 24 ชม.
  • คิดดอกเบี้ยตามยอดที่ใช้จริง หากไม่เบิกใช้ ก็ไม่เสียดอก
  • สามารถเลือกชำระเงินได้ตามที่ต้องการ เช่น ชำระเงินคืนแบบเต็มชำนวน ชำระขั้นต่ำ 3% - 5% ของยอดใช้จ่าย หรือ 500 บาทขึ้นไป
  • บัตรกดเงินสด เป็นสินเชื่อที่สมัครง่าย อนุมัติเร็ว ที่สำคัญไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกัน
  • เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินใดๆ คุณสามารถหยิบบัตรมาใช้ได้ทันที
  • เงินเดือนเพียง 8,000 - 10,000 บาท ก็สามารถสมัครได้เช่นกัน

 

           ข้อเสียของ บัตรกดเงินสด

  • หากไม่สามารถชำระเงินคืนได้เต็มจำนวนเงิน จะต้องเจอกับ ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด ที่สูงมาก ตั้งแต่ 20% -28% ต่อปี
  • กำหนดให้ชำระเงินคืนขั้นต่ำ งวดละ3% - 5% ของยอดหนี้คงค้าง
  • หากชำระคืนเงินด้วยจำนวนเงินที่น้อย หนี้คงค้างก็จะเหลือมาก และต้องเสียดอกเบี้ยคิดเป็นตัวเงินที่มากกว่า ดังนั้นควรรีบชำระหนี้ ให้หมดในเวลาที่ปลอดดอกเบี้ยจะดีเสียกว่า
  • ไม่มีโปรโมชั่นมากเท่าบัตรเครดิต

 

           สิทธิประโยชน์เด่นๆ ของ บัตรกดเงินสด 

  • สมัครใช้บริการได้โดยไม่ต้องมี หลักทรัพย์ค้ำประกัน
  • สมัครง่าย อนุมัติไว หากมีเอกสารพร้อม โดยไม่ต้องเสียค่าบริการใดๆ ล่วงหน้า
  • สมัครเพียงครั้งเดียว สามารถใช้วงเงินสินเชื่อได้ตลอดไป เมื่อมีการชำระคืนวงเงินสินเชื่อก็จะกลับมาให้ใช้จ่ายได้อีก
  • คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก และคิดแบบรายวัน ตามจำนวนวันที่ใช้จริงเท่านั้น
  • ฟรีค่าธรรมเนียมการกดเงินสดจากตู้ ATM ต่างๆ (ตามข้อกำหนดของผู้ให้บริการแต่ละราย)
  • การชำระคืนขั้นต่ำในแต่ละงวดไม่สูงเท่าบัตรเครดิต เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาระทางการเงินสูง

 

มีสิทธิประโยชน์ดีๆแบบนี้ สมัครบัตรกดเงินสด หรือ สินเชื่อเงินสด ก็ดีนะคะ เพราะอย่างน้อย ก็ไม่ทำให้คุณเกิดปัญหาการเงิน หากไม่ใช้ก็ไม่มีหนี้ และเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินก็สามารถหยิบนำมาใช้ ได้โดยไม่ต้องกังวล

 

        ถ้าหากท่านมีคำถามบัตรกดเงินสด เหมาะกับใคร

 

ใครบ้างที่ควรใช้บัตรกดเงินสด

บัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต เป็นตัวช่วยทางการเงินที่ดีของคนยุคใหม่ เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงกำลังให้ความสนใจกับการทำบัตรกดเงินสด แต่อาจจะกำลังคิดไตร่ตรองอยู่ว่าควรจะใช้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด rabbit finance จึงนำข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับบัตรกดเงินสดมาบอกกัน เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ มาดูกันว่าบัตรกดเงินสดเหมาะกับผู้ใช้งานแบบใดบ้าง

 

  • มนุษย์เงินเดือน

สำหรับเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้เป็นประจำทุกเดือน แต่มีอยู่ในจำนวนเท่าเดิม จึงสามารถใช้งานได้อย่างจำกัด หากเกิดเหตุให้ต้องใช้เงินจำนวนมากในเวลาเร่งด่วน หรือหมุนเงินแต่ละเดือนไม่ทัน การพึ่งพาเงินสำรองจากการทำบัตรกดเงินสด ก็ช่วยแก้ปัญหาได้

 

  • ทำงานอิสระ

คนที่มีอาชีพอิสระหรือทำงานฟรีแลนซ์ จะมีรายได้ที่ไม่แน่นอนและไม่คงที่ แต่สามารถยื่นเอกสารเพื่อทำบัตรกดเงินสดได้หากจัดการเรื่องหลักฐานการเงินให้ดี ซึ่งบัตรกดเงินสดจะช่วยเรื่องเงินทุนสำรองที่สามารถนำเอาเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายในเรื่องจำเป็นได้

 

  • ผู้ที่ต้องการต่อยอดจากรายได้เดิม

เมื่อมีรายได้ในระดับหนึ่งแล้ว คนเราก็อยากจะทำธุรกิจของตัวเอง แต่การทำธุรกิจก็จำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก การมีเงินสำรองเอาไว้ใช้สำหรับหมุนเวียนในระหว่างทำธุรกิจ เงินสำรองจากบัตรกดเงินสด ก็สามารถช่วยคุณได้

  • ร้อนเงิน แต่ไม่อยากพึ่งเงินกู้นอกระบบ

ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก หลายคนจึงประสบปัญหาทางการเงิน บางคนแก้ปัญหาด้วยการไปกู้เงินนอกระบบมา ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือดอกเบี้ยมหาโหด รวมถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราสมัครสินเชื่อบัตรกดเงินสด หรือทำบัตรกดเงินสด เพราะมีเงื่อนไขระบุชัดเจน รวมถึงข้อตกลงที่เป็นธรรม ไม่ต้องแบกรับภาระจากดอกเบี้ยสุดโหดอีกด้วย

 

         เคล็บลับความรู้ สินเชื่อบัตรกดเงินสด คืออะไร?

สินเชื่อบัตรกดเงินสด คือ ประเภทหนึ่งของสินเชื่อส่วนบุคคล หากผู้ขอกู้ได้รับการอนุมัติ ก็จะมีเงินโอนเข้ามาในบัญชีทันที และเป็นเงินสดที่พร้อมใช้งาน ไม่ต้องรับเช็คแล้วไปทำเรื่องขึ้นเงินให้ยุ่งยาก ซึ่งคนมักจะสับสนกับบัตรกดเงินสด โดยสินเชื่อบัตรกดเงินสดจะมีวงเงินที่สูงกว่า

 

 

อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของ การใช้บัตรกดเงินสด คือเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้เงิน ช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือเรียกว่า เงินฉุกเฉิน  เงินนี้คุณจะไม่เสียค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยสูงมากนัก และถึงแม้ว่าผู้ใช้บัตรกดเงินสดจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากับบัตรเครดิต ถ้าเลือกบัตรกดเงินสดอย่างฉลาด  จะพบว่าบัตรกดเงินสด มีประโยชน์มากเพียงใด

 

           1. กดเงินสดจากบัตรกดเงินสดเท่าที่จำเป็น

การมีบัตรกดเงินสดอยู่ในมือ อย่าได้คิดว่าเหมือนกับการถือบัตรเอทีเอ็ม เพราะเงินที่อยู่ใน บัตรกดเงินสด ไม่ใช่เงินของคุณค่ะ ระลึกไว้เสมอว่าทุกครั้งที่คุณกดเงินออกมาใน 1 พันบาท คุณจะต้องเสีย ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด ประมาณ 76 สตางค์ต่อวัน ย้ำว่าต่อวัน ดังนั้น หากไม่อยากเป็นหนี้หัวโต กดเงินเท่าที่ต้องใช้จริง และกดใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้นจะเป็นเรื่องที่ดีมาก

 

           2. แน่ใจว่า ต้องการเงินสดจากบัตรกดเงินสด

บ่อยครั้งปัญหาของคนมีบัตรหลายใบ และใช้รหัสเดียวกัน คือ การกดบัตรผิด ดังนั้น เช็กให้ดีก่อนกด ว่าบัตรที่ถืออยู่ เป็นบัตรที่ต้องการหรือไม่ ไม่เช่นนั้น คุณอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการชำระเงินคืนไปฟรีๆ

 

           3. มีเงินก้อนเมื่อไหร่ ต้องชำระหนี้ทันที

หากคุณกดเงินจากบัตรกดเงินสดมาแล้ว ไม่จำเป็นว่าจะต้องรอให้มีใบแจ้งหนี้มาถึงคุณก่อนก็ได้ เพราะบัตรกดเงินสดของคุณจะมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ดังนั้น เมื่อมี เงินก้อน สามารถที่จะคืนได้ทันที

 

           4. พยายามชำระเงินให้เป็นก้อนใหญ่ที่สุด 

การที่คุณเลือกชำระเงินเป็นก้อนใหญ่ๆ จะช่วยให้คุณประหยัดค่าธรรมเนียมในการชำระเงินคืน เว้นเสียแต่ว่าคุณจะอยู่ใกล้กับสถานที่ชำระเงินโดยที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

 

           5. ชำระเงินผ่านตัวแทน

หากคุณเลือกจะชำระเงินผ่านตัวแทน จะต้องใช้ระยะเวลาในการเคลียร์ริ่งประมาณ 3 วันทำการ หากคุณต้องการชำระเงินแบบไม่มียอดคงค้าง จะต้องคำนวณดอกเบี้ยเผื่อไว้ล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นอาจจะมีดอกเบี้ยค้างอยู่ และเมื่อถึงรอบบิลต่อไปดอกเบี้ยดังกล่าว อาจจะกลายเป็นเงินที่มากกว่ายอดคงค้างได้

 

         เทคนิคการคำนวณดอกเบี้ยบัตรกดเงิน 

 

การใช้บัตรกดเงินสด สามารถนำบัตรมากดเงินสดทุกตู้เอทีเอ็มในประเทศไทย โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมในการกด แต่สถาบันการเงินจะคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกสูงสุดไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี ซึ่งมาตรฐานเดียวกันหมดทุกสถาบันการเงิน และคิดอัตราดอกเบี้ยจำนวนวันตามที่ใช้จริง

 

อัตราดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดจะอยู่ที่ประมาณ 24%-28% ต่อปี ตัวอย่างการคำนวณอัตราดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด ถ้าคุณกดเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มในวันที่ 1 ของเดือน เป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท ส่วนการคิดดอกเบี้ยนั้น จะคำนวณตั้งแต่วันที่กดเงิน จนถึงวันที่จ่ายชำระเงิน

 

สมมติว่า คุณกดเงินวันที่ 1 กันยายน และจ่ายชำระคืนวันที่ 20 กันยายน มีดอกเบี้ยที่อัตรา 28% ต่อปี

มีวันที่ชำระเงิน – วันที่กดเงิน = 20 กันยายน – 1 กันยายน ต้องเสียดอกเบี้ยทั้งหมดเท่ากับ

จำนวนเงินที่กด x 28% / 365 x 20 = 10,000 x 28% / 365 x 20 เมื่อคิดแล้ว คุณจะต้องเสียดอกเบี้ย 153.42 บาท

 

เมื่อถึงวันที่ 20 กันยายน ต้องชำระคือทั้งหมด คิดได้เป็น เงินที่กด + ดอกเบี้ย = 10,000 + 153.42

หรือก็คือ 10,153.42 บาท

 

ทั้งนี้ถ้าชำระเต็มจำนวนก็จะเสียอัตราดอกเบี้ยที่ไม่แพง แต่ถ้าชำระขั้นต่ำก็จะเสียอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

 

ขณะที่บัตรเครดิตนั้นจะคำนวณดอกเบี้ยที่แตกต่างกันไป โดยอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 ต่อปี ซึ่งกำหนดระยะเวลาในการชำระทั้งหมดหรือขั้นต่ำที่ปลอดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 40 – 45 วัน

 

ตัวอย่าง เมื่อใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าในวันที่ 5 ม.ค. เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท สรุปยอดใช้บัตร วันที่ 25 ของทุกเดือน และกำหนดระยะเวลาชำระไม่เกินวันที่ 8 ก.พ. โดยคิดจากดอกเบี้ยบัตรเครดิต = (ยอดใช้จ่าบบัตรเครดิต x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน)/365

หากเจ้าของบัตรเครดิตเลือกที่จะชำระขั้นต่ำในวันที่ 8 ก.พ. (10%) = 2,000 บาท ดอกเบี้ยเงินต้นที่เกิดจะคำนวณ 2 ขั้น รวมกัน

 

ขั้นที่ 1 วันที่ใช้บัตรเครดิต ถึง วันที่ปิดยอดบัตรเครดิต 5 – 25 ม.ค.

20,000 x 20% x 21 วัน / 365 วัน = 230.14 บาท

ขั้นที่ 2 วันถัดจากวันที่ปิดยอด – วันที่ค้างชำระ 26 ม.ค. – 8 ก.พ.

20,000 x 20% x 14 วัน / 365 วัน = 153.42 บาท

 

               สรุปใช้บัตรกดเงินสดอย่างฉลาดทำอย่างไร? 

สรุปแล้ว การใช้บัตรกดเงินสด ที่ได้ประโยชน์สูงสุด คือ ควรมีวินัยในการใช้เงินที่กดมาจากบัตร ทั้งการถอนและการชำระเงิน ควรมีความรอบคอบ อย่าใช้เงินในบัตรเหมือนกับเป็นบัตร ATM ของตัวเอง อีกทั้งเมื่อมีเงินแล้วไม่จำเป็นต้องรอใบเรียกเก็บเงิน ควรรีบนำเงินไปใช้ก่อนได้

         สิทธิประโยชน์เมื่อสมัครบัตรกดเงินสด กับ rabbit finance

 

สิทธิประโยชน์เมื่อสมัครบัตรกดเงินสด กับ rabbit finance สมัครวันนี้ง่าย ๆ เพียงคลิกกดสมัครออนไลน์เข้ามาที่ rabbit finance บัตรกดเงินสด ช่องทางที่สะดวกรวดเร็วทันใจ ที่คุณจะได้มีดังนี้

 

  1. สมัครบัตรกดเงินสด ผ่าน rabbit finance อนุมัติฉับไว ไม่ต้องเตรียมเอกสารมากมายให้ยุ่งยาก กับขั้นตอนง่ายๆ ไม่กี่ขั้นตอน และรอการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่ ภายใน 24 ชม.
  2. rabbit finance มีเจ้าหน้าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคอยให้คำปรึกษาอย่างเป็นกันเอง เข้าใจง่าย
  3. ค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอ็มทุกธนาคารทั่วประเทศและทั่วโลกที่มีสัญลักษณ์ ค่าธรรมเนียมรายปี ค่าธรรมเนียมในการโอนเงิน
  4. สมัครโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน และวงเงินสามารถใช้ได้ตลอดไป
  5. กดเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้ทุกธนาคาร ทั่วประเทศ และทั่วโลก
  6. มีช่องทางในการชำระยอดบัญชีฯ คืนมากมาย พร้อมรับวงเงินคืนทันที
  7. บัตรกดเงินสดใช้รูดซื้อสินค้าผ่อนชำระผ่อน 0% ระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน 10 เดือน 12 เดือน หรือ 24 เดือน ส่วนใหญ่ที่ใช้ได้จะเป็นแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  8. บัตรกดเงินสดสามารถชำระเป็นขั้นต่ำได้

 

Rabbit Finance เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะบัตรกดเงินสด จากแบรนด์ชั้นนำทางการเงินของประเทศไทยให้เลือกสรร แล้วจะเลือกบัตรกดเงินสดแบบไหนให้ตรงใจเรา ลองพิจารณาคัดเลือกได้ดังนี้

 

บัตรกดเงินสด Citi Ready Credit สิทธิประโยชน์มีมากมายเช่น

 

  • ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียมกว่า 30,000 ตู้ ทั่วประเทศ และอีกกว่า 20,000 ตู้ในกว่าอีก 42 ประเทศทั่วโลก
  • สั่งเงินก้อนได้ทุกเมื่อ ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมวงเงินสำรอง ใช้แยกจากวงเงินบัตรเครดิตผ่อนนานสุดถึง 48 เดือน กว่า 4,000 ร้านค้าที่ร่วมรายการ ไม่ว่าจะเป็น สุขภาพ ความงาม ท่องเที่ยว และ เครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ดอกเบี้ย 0% 3 รอบบัญชีแรก สำหรับยอดจากการกดเงินสดไม่เกิน 50,001 บาท
  • แบ่งจ่ายรายเดือนกับ Citibank Paylite ! แบบชิลๆ แล้วรับของกำนัลมากมาย

 

บัตรกดเงินสด UOB Cash Plus สิทธิประโยชน์มีมากมายเช่น

  • ชำระดอกเบี้ยคืนตามที่ใช้งานจริง จ่ายคืนขั้นต่ำแค่ 5% หรือ 500 บาท
  • สามารถผ่อนสินค้าและบริการ 0% ได้ระยะเวลายาวนานถึง 24 เดือน
  • จ่ายสบายๆชำระขั้นต่ำเพียง 500 บาท หรือ 5% ของยอดค้างชำระ
  • ดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือ 9.99%* สำหรับลูกค้าที่เลือกเปลี่ยนวงเงิน  อนุมัติเป็นเงินก้อน 50 % ขึ้นไป ณ วันที่สมัคร

 

บัตรกดเงินสด KTC PROUD สิทธิประโยชน์มีมากมายเช่น

  • มีเงินสดพร้อมใช้ตลอด 24 ชม. กดเงินสดได้ทุกตู้ ATM ทั่วประเทศ ไม่มีค่าธรรมเนียม
  • ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้า และรายปี
  • สมัครง่าย อนุมัติไวเงินเดือนเริ่มต้น 12,000 บาท อายุงาน 4 เดือน ก็สมัครได้

 

         เอกสารประกอบการสมัครบัตรกดเงินสด

 

เตรียมตัวสมัครบัตรกดเงินสด

เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจนสามารถตัดสินใจได้แล้วว่าจะสมัครบัตรกดเงินสดที่ไหนดี ขั้นตอนต่อมาคือการเตรียมตัวเพื่อยื่นเอกสารสมัครบัตรกดเงินสด   ถ้าพิจารณาคุณสมบัติในเบื้องต้นว่าตรงตามที่ทางสถาบันการเงินระบุ ถัดมาก็คือการจัดเตรียมเอกสาร ซึ่งทาง rabbit finance ได้นำเอาข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครบัตรกดเงินสดมาแบ่งปัน เพื่อให้คุณสามารถสมัครบัตรกดเงินสดที่อนุมัติง่าย ได้บัตรมาใช้งานได้เร็วทันใจ

 

เอกสารประกอบการสมัครมีดังต่อไปนี้

 

บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ประจำ / ข้าราชการ

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ
  • สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาหนังสือเดินทาง
  • เอกสารแสดงรายได้ (หนังสือรับรองเงินเดือน ออกโดยที่ทำงาน หรือ สลิปเงินเดือน)
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากที่ใช้เป็นบัญชีเงินเดือน หน้าแรก และรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 3 เดือน

 

ทำอาชีพอิสระ / เจ้าของกิจการ

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนาหนังสือเดินทาง (กรณีเป็นชาวต่างชาติ)
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากส่วนตัวของผู้สมัครบัตรกดเงินสด หน้าแรก และรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน
  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนการค้า
  • สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ร่วมถือหุ้น

 

ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย (ทำงาน / ทำธุรกิจ)

  • สำเนาหนังสือเดินทาง
  • ใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย (Work permit)  2 ปี ขึ้นไป
  • เอกสารแสดงรายได้ (หนังสือรับรองเงินเดือน หรือ สลิปเงินเดือน)
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากที่ใช้เป็นบัญชีเงินเดือน หน้าแรก และรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 3 เดือน

 

ถ้าจัดเตรียมเอกสารสำหรับการสมัครบัตรกดเงินสดเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมเช็คข้อมูลและโปรโมชั่นดูอีกทีว่าบัตรกดเงินสดธนาคารไหนดี มีโปรโมชั่นเด็ดๆ ใหม่ๆ อะไรบ้าง จะได้ไม่พลาด